วันพฤหัสบดีที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

hw-การใช้คำเชื่อม ( Conjunction )


การใช้คำเชื่อม ( Conjunction )
http://suparapim.blogspot.com/2012/09/conjunction.html



Conjunction  ถือเป็น Grammarตัวหนึ่งที่มีความสำคัญมากต่อ
การเรียนรู้ภาษาอังกฤษ ไม่ใช่ว่ามันทำหน้่าที่เป็นเพียงแค่ไวยากรณ์
อย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังจะช่วยให้เราสามารถพัฒนาทักษะการอ่าน
และการเขียนได้เป็นอย่างดี
และแล้ว Grammarman ก็หยิบยกเอามาเขียนอีกจนได้ ดีมั๊ยคะ
เมื่อพูดถึงตัวเชื่อมแ่น่นอนต้องนึกถึง 2 แบบ
1. การเชื่อมความ คือ การเชื่อม ประโยค กับ ประโยค
2. การเชื่อมคำ  คือ การเชื่อม ประโยคหรือคำ กับ คำ
มาพูดถึงการเชื่อมทั้ง 2 แบบกันเลย
การเลือกตัวเชื่อมมีหลายวิธีด้วยกัน อาจเลือกจากความหมายของ
ประโยค เชื่อมเพื่อลำดับเวลา และ อะไรพรรค์นั้น (มันหมายความว่า
ไงเนี่ย)
ตัวเชื่่อมประโยคที่เน้นความหมายแบ่งออกเป็นหลายกลุ่ม เช่น
ประโยคบอกความคล้อยตามกัน หรือ เสริมความเพิ่มเติม จะใช้
and (และ)
besides (นอกจาก)
as well as (และ , เช่นเดียวกันกับ)
furthermore (ยิ่งไปกว่านั้น)
both ... and (ทั้ง ... และ)
not only ... but also (ไม่เพียงแต่ ... แต่ยัง)
in addition (และ)
moreover (ยิ่งไปกว่านั้น)
ประโยคบอกความขัดแย้ง จะใช้
although / though , even though , even if (ถึงแม้ว่า)
however (อย่างไรก็ตาม)
but (แต่)
still (ยังคง)
yet (แต่กระนั้น)
nonetheless , nevertheless (แต่กระนั้นก็ตาม)
no matter what (ไ่ม่ว่าอะไรก็ตาม)
no matter how (ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม)
ประโยคที่ต้องเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง ใช้
either...or (ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง) , neither...nor (ไม่ทั้งคู่)
ประโยคบอกเหตุ ใช้
because , as , since , for (เพราะว่า , เนื่องจาก)
ประโยคบอกผล ใช้
so , therefore , thus , hence , thereby , accordingly , consequently (ดังนั้น)
ประโยคบอกวัตถุประสงค์ ใช้
in order that  , so that (เพื่อที่ว่า)
พวกที่เขียนมาทั้งหมดนี้เป็นการเชื่อมความ คือ เชื่อมประโยคกับประโยค
                   
มาดูการเชื่อม ประโยค กับ คำ หรือ กลุ่มคำ บ้าง
กลุ่มคำที่แสดงความขัดแย้ง ใช้
despite , in spite of (แม้ว่า)
กลุ่มคำที่ใช้บอกเหตุ ใช้
due to , owing to , as a result of , on account of , because of
 , thanks to (เพราะว่า , เนื่องจาก)
กลุ่มคำที่บอกตัวอย่าง ใช้
such as (เช่น)
กลุ่มคำที่ใช้บอกวัตถุประสงค์ ใช้
in order to , so as to (เพื่อที่จะ)
ในตอนนี้แค่เกริ่นนำคร่าวๆ ก่อนนะคะ ในตอนหน้าเราจะมาเจาะลึก
รายละเอียดกัน
                     

hw-Adverb (คำกริยาวิเศษณ์)

Adverb (คำกริยาวิเศษณ์)
http://www.trueplookpanya.com/new/cms_detail/knowledge/18557-00/
คำกริยาวิเศษณ์ คือ คำที่ใช้ขยาย (Modify) คำกริยา, คำคุณศัพท์ และคำกริยาวิเศษณ์ด้วยกันเอง เพื่อให้ได้ความหมายชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น
                -  He runs quickly. = quickly บอกอาการของประธาน He ขยายคำกริยาคือ runs
                -  She is very beautiful. = very บอกปริมาณหรือระดับขยายคำคุณศัพท์คือ beautiful
                -  He speaks too fast. = too บอกปริมาณหรือระดับขยายคำกริยาวิเศษณ์คือ fast
ประเภทของคำกริยาวิเศษณ์ (Kinds of Adverb)
โดยปกติแล้วคำกริยาวิเศษณ์ แบ่งออกได้ 3 ประเภทใหญ่ ๆ คือ
1. Simple Adverbs = คำกริยาวิเศษณ์ทั่วไป
2. Interrogative Adverbs = คำกริยาวิเศษณ์คำถาม
3. Relative(Conjunction) Adverbs = คำกริยาวิเศษณ์เชื่อมประโยค
คำกริยาวิเศษณ์ส่วนมากจัดอยู่ในประเภท simple adverbs ส่วนประเภท interrogative, relative adverbs นั้นมีไม่มาก มีรายละเอียดดังนี้
1. Simple Adverb คือ คำกริยาวิเศษณ์ที่มีหน้าที่ขยายคำกริยา, คำคุณศัพท์และกริยาวิเศษณ์ด้วยกันเอง แบ่งออกได้ดังนี้
1. Adverb of time คือ คำกริยาวิเศษณ์ที่บอกเกี่ยวกับเวลา ทำหน้าที่ขยายคำกริยาเพื่อบอกเกี่ยวกับเวลา ใช้ตอบคำถามคำว่า
"When" เช่น
             - I will do my homework tomorrow. = ฉันจะทำการบ้านของฉันวันพรุ่งนี้
             - He came very late. Let's start now. = เขามาช้ามาก, เราเริ่มทำงานตอนนี้เลยดีกว่า
Adverb of Time ที่ใช้บ่อย ๆ ได้แก่
                often, afterward = ภายหลัง                    already = เรียบร้อย 
                before = ก่อน                                       immediately = ทันที 
                late, lately = ช้า, เร็ว ๆ นี้                        once = ครั้งหนึ่ง 
                presently = ในเร็ว ๆ นี้(ในอนาคต)                shortly = ไม่นาน
                soon = ในไม่ช้านี้                                   still = ยัง 
                when = เมื่อ                                          yet = ยัง 
2. Adverb of Frequency คือ คำกริยาวิเศษณ์ที่บอกความสม่ำเสมอ, ความถี่หรือจำนวนครั้งของการกระทำ ได้แก่ often, again, sometimes, never, ever, weekly, every morning, monthly, etc. จำใช้ตอบคำถามคำว่า How often? เช่น
           -  He always does his work well. = เขาผู้ชายทำงานได้ดีเสมอ 
           -  We have never seen now. = พวกเราไม่เคยเห็นหิมะเลย
           -  I sometimes go shopping. = ฉันไปจับจ่ายซื้อของเป็นบางครั้งบางคราว
หมายเหตุ คำว่า ever (เคย) ไม่นิยมใช้ในประโยคบอกเล่า มักใช้ในประโยคคำถามหรือเงื่อนไข (If-Sentence) เช่น
- Do you ever see Bush now? = คุณเคยพบกับคุณบุชบ้างหรือเปล่า?
3. Adverb of Place คือ คำกริยาวิเศษณ์บอกสถานที่ว่าการกระทำนั้นเกิดขึ้นที่ใด ได้แก่คำว่า near, out, inside, outside, upstairs, downstairs, here, etc. ใช้ตอบคำถามคำว่า "Where" เช่น
            - My boss went outsideBangkok. = เจ้านายของฉันได้ออกจากกรุงเทพฯ แล้วจ้า
            - He lives here. I want to go there. = เขาอาศัยอยู่ที่นี่ , ฉันต้องการจะไปที่นั่น
3. Adverb of Manner คือ คำกริยาวิเศษณ์ที่บอกกริยาอาการหรือคุณลักษณะที่แสดงออกมา ได้แก่คำว่า well, fast,
hard, late, probably, slowly, certainly, quietly, carefully, etc. โดยใช้ตอบคำถามว่า "How" เช่น
            - Somrak fights bravely. = สมรักษ์ต่อสู้อย่างกล้าหาญ
             - She speaks English well. = เขาผู้หญิงพูดภาษาอังกฤษเก่งมาก ๆ
คำกริยาบอกกริยาอาการ (Adverb of Manner) ยังแบ่งย่อยออกได้อีก ดังนี้
     1. Adverb of Degree, Quality คือ คำกริยาวิเศษณ์ที่บอกลักษณะอาการนั้นอยู่ในระดับหรือคุณภาพใด เช่น
             - This coffee is very good. = กาแฟนี้รสชาดดีมาก (very เป็น adverb ขยายคำคุณศัพท์คือ good
เพื่อบอกระดับของ good
             - It has been a long journey but we are nearly there now. = มันเป็นการเดินทางที่ยาวนานทีเดียว
แต่ตอนนี้พวกเราใกล้จะถึงที่หมายแล้ว (nearly เป็น adverb ที่ขยาย adverb คำว่า there)
Adverb of Degree ที่ใช้บ่อย ๆ ได้แก่
            very = มาก ๆ, อย่างยิ่ง                                                              quite = โดยสมบูรณ์, ทีเดียว, จริง ๆ
           too = เพิ่มเติม, ด้วยเหมือนกัน                                                   nearly = เกือบทั้งหมด, ประมาณ
           completely = สำเร็จ, ครบ, สมบูรณ์                                     absolutely = ทั้งหมด, โดยสมบูรณ์
          deeply = อย่างมาก, อย่างลึกซึ้ง                                    distinctly = ชัดเจน, แจ่มแจ้ง
          enormous = ใหญ่โต                                                entirely = สมบูรณ์, ทั้งสิ้น
          greatly = อย่างยิ่งใหญ่                                                            equally = เท่ากัน, เสมอกัน
          exactly = อย่างแน่นอน, อย่างแน่ชัด                                      extremely = อย่างสุดยอด
          just = อย่างเหมาะ, พอดี                                             much = มาก
     2. Adverb of Quantity คือ คำกริยาวิเศษณ์ที่บอกปริมาณของการกระทำว่ามากน้อยหรือบ่อยแค่ไหน เช่น
                -  He worked little. = เขาทำงานไม่มาก
                -  She worked much = หล่อนทำงานหนัก
                - We won the prize twice = พวกเราได้รับรางวัลสองครั้ง
      3. Adverb of Reason คือ คำกริยาวิเศษณ์ที่บอกถึงเหตุผลในการกระทำนั้น ๆ เช่น
                - Consequently, he refused to go. = เพราะฉะนั้นเขาจึงได้ปฏิเสธที่จะไปด้วย
                - Therefore, they decided to boycott the meeting. = เพราะฉะนั้นพวกเขาจึุงตัดสินใจไม่เข้าร่วมประชุม
                - Hence, I am unable to help you. = ดังนั้น ผมจึงไม่สามารถช่วยคุณได้
     4. Adverb of Affirmation คือ คำกริยาวิเศษณ์ที่แสดงการยืนยันหรือการปฏิเสธ เช่น
                - She is certainly right. I am not going. = หล่อนพูดถูกจริงๆ ผมจะไม่ไป
                - He is a fool indeed. = เขาช่างเป็นคนโง่จริง ๆ
                - You are surely misunderstood. I will probably go. = คุณเข้าใจผิดอย่างแน่นอน บางทีผมจะไป
2. Interrogative Adverb คือ คำกริยาวิเศษณ์ที่มีหน้าทำหน้าที่เป็นคำถาม ซึ่งอาจเป็นคำเดี่ยว ๆ หรือเป็นคำผสม มักจะวางไว้
ต้นประโยคเสมอ แบ่งออกได้ 6 ประเภท คือ
         1. บอกเวลา (Time) ได้แก่คำว่า "When" (เมื่อไหร่), "How long" (นานเท่าไหร่) เช่น
                    -  When will you come back? = คุณจะกลับมาเมื่อไหร่?
                    -   How long have you been in Bangkok? = คุณมาอยู่ที่กรุงเทพฯ นานเท่าไหร่แล้วจ๊ะ
         2. บอกสถานที่,ตำแหน่ง (Place) ได้แก่คำว่า "Where" เช่น
                    -  Where are you come from? = คุณมาจากไหน?
         3. บอกจำนวน (Number) ได้แก่คำว่า How many (มากเท่าไหร่), How often (บ่อยครั้งเท่าไหร่) เช่น
                    -   How many pens do you have? = คุณมีปากกามากเท่าไหร่?
                    -   How often does he go to America? = เขาเดินทางไปอเมริกาบ่อยแค่ไหน?
         4. บอกกริยาอาการ (Manner) ได้แก่ คำว่า How (อย่างไร) เช่น
                   -  How are you today? = วันนี้คุณสบายดีหรือเปล่า?
        5. บอกปริมาณ (Quantity) ได้แก่ คำว่า How much (มากเท่าไหร่) เช่น
                   -  How much do you eat? = คุณรับประทานมากเท่าไหร่?
        6. บอกเหตุผล (Reason) ได้แก่ คำว่า Why (ทำไม) เช่น
                   -  Why do you late? = ทำไมคุณถึงมาสายจ๊ะ?
 3. Relative, Conjunction Adverbs คือ คำกริยาวิเศษณ์ที่มีหน้าที่ขยายและเชื่อมประโยคเข้าด้วยกัน ได้แก่ คำว่า When, Where, While, Whenever, How, etc. เช่น
                  -  This is the reason why I left. = นี้คือเหตุผลที่ว่าทำไมฉันจึงต้องไป
                  -  I don't know the place where he lives? = ฉันไม่ทราบว่าเขาอาศัยอยู่ที่ไหน?
การเปรียบเทียบคำกริยาวิเศษณ์ (Comparison of Adverbs)
        การเปรียบเทียบคำกริยาวิเศษณ์เพื่อแสดงให้ทราบว่าลักษณะอาการกริยาของบุคคลนั้นกับอีกบุคคลหนึ่งมีมากน้อยกว่ากันหรือไม่
การเปรียบเทียบแบ่งออกได้ 3 ขั้น คือ ขั้นปกติ (Positive Degree), ขั้นกว่า(ComparativeDegree), ขั้นสูงสุด (Superlative Degree) เช่น
               1. ขั้นปกติ (Positive Degree) เป็นการเปรียบเทียบเพื่อแสดงความเท่าเทียมกันใช้ as adv as เช่น
                        -  He speaks English as well as Helen. = เขาพูดภาษาอังกฤษเก่งเท่ากับเฮเลน
                        -  She runs as fast as I do. = หล่อนวิ่งเร็วพอ ๆ กับที่ฉัน
การเปรียบเทียบความไม่เท่ากันใช้ not as adv as หรือ not so adv as เช่น
                       -  Tom does not work as fast as Jenny. = ทอมไม่ได้ทำงานหนักเหมือนกับเจนนี่สักหน่อย
                       - He does not speak English so clearly as I (do). = เขาพูดภาษาอังกฤษได้ไม่ชัดเจนเหมือนกับฉันเลย
               2. ขั้นกว่า (Comparative Degree) เป็นการเปรียบเทียบเฉพาะ 2 คน หรือ 2 สิ่ง จะต้องมี than ตามหลังเสมอ เช่น
                       -  He speaks English more fluently than his friends.
                       -  Mary runs faster than Jane.
การเปรียบเทียบขั้นกว่านี้ อาจใช้ much ขยาย adverb ให้ชัดเจนเพิ่มขึ้นก็ได้ เช่น
                       -  My teacher wrote essay much more quickly than students.
               3. ขั้นสูงสุด (Superlative Degree) เป็นการเปรียบเทียบตั้งแต่ 3 คนหรือ 3 สิ่งขึ้นไป จะใช้ the นำหน้า adverb หรืออาจจะไม่ใช้ the นำหน้าก็ได้ เช่น
                          -  He runs fastest of all.
รูปของคำกริยาวิเศษณ์ (Forms of Adverbs)
               1. เติม -ly ข้างท้ายคำคุณศัพท์ (adjective) เช่น
                        -  slow   =   slowly
                        -  quick  =   quickly
หมายเหตุ กลุ่มคำต่อไปนี้ถึงแม้ว่าจะเติม -ly แต่เป็นคำคุณศัพท์ (adjective) คือ friendly, lonely, lovely, likely เป็นต้น
               2.  คำ adjectives ที่ลงท้ายด้วย -y ให้เปลี่ยน y เป็น i แล้วเติม -ly เช่น
                        -  easy = easily                         -  happy = happily
                        -  angry = angrily                     -  hungry = hungrily 
                        -  day = daily                            -  noisy = noisily
                3. คำ adjective ที่ลงท้ายด้วย -e ให้เติม -ly เช่น
                        -  extreme = extremely              -  sincere = sincerely
ยกเว้น คำดังต่อไปนี้ให้ตัด -e ออกแล้วเติม -ly เช่น
                        -  true = truly
               4.  คำ adjectives ที่ลงท้ายด้วย -le ให้ตัด e ออกแล้วเติม -y เช่น
                        -  sensible = sensibly                  - simple  =  simply
               5. คำ adjectives บางคำเมื่อเป็น adverbs จะเปลี่ยนรูปไป เช่น
                        -  good - well
               6. คำ adjectives ที่ลงท้ายด้วย -ic ให้เติม -ally เช่น กลับด้านหลัก
                       -  ironic = ironically                    -  terrific = terrifically กลับด้านบน



hw-Articles (a/an)

Articles (a/an)


Articles เป็นคำคุณศัพท์อย่างหนึ่ง   การเรียน Articles ต้องทำความเข้าใจควบคู่ไปกับเรื่องนามนับได้ ( Countable Nouns ) และนามนับไม่ได้ ( Uncountable Nouns ) ซึ่งเป็นเรื่องค่อนข้างสับสนสำหรับผู้เรียนซึ่งที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ ( Non-native speakers of English ) หรือเรียนภาษาอังกฤษ เป็นภาษาต่างประเทศ ( English as a Foreign Language )  เนื่องจากเป็นเรื่องที่มักจะตัดสินใจยากว่าอะไรเป็นนามนับได้ และอะไรเป็นนามนับไม่ได้  บางครั้งคำเดียวกันสามารถเป็นได้ทั้งสองอย่าง เป็นเรื่องที่มีกฎเกณฑ์มาก และขณะเดียวกัน ก็มีข้อยกเว้นมากเช่นกัน ต้องอาศัยความจำและประสบการณ์ ในการใช้ภาษา เป็นเวลานานจึงจะสามารถใช้ได้อย่างถูกต้อง
หลักการใช้ article นำหน้านาม คือ
เมื่อกล่าวเป็นการทั่วไป
นามนับได้เอกพจน์ จะต้องมี a หรือ an นำหน้าเสมอ

นามพหูพจน์และนามนับไม่ได้ ไม่ต้องมี article ใดๆ
เมื่อกล่าวเป็นการชี้เฉพาะ
จะต้องใช้ the นำหน้าเสมอไม่ว่าจะเป็นนามเอกพจน์หรือพหูพจน์ เป็นนามนับได้หรือไม่ได้
Articles แบ่งเป็น ชนิดคือ
  • Indefinite Article ได้แก่   และ an ใช้นำหน้านามนับได้ ( Countable Nouns ) เอกพจน์ทั่วๆไป ( Singular )
  •  ได้แก่    ซึ่งใช้นำหน้าคำนามนับได้ ( Countable Nouns ) และนามนับไม่ได้ ( Uncountable Nouns ) ทั้งรูปเอกพจน์ Singular ) และพหูพจน์ ( Plural ) เพื่อให้นามนั้นมีความหมายเฉพาะเจาะจงDefinite Articlethe
การใช้ Indefinite Article : a, an
1. ใช้ a นำหน้าคำนามนับได้ เอกพจน์ ขึ้นต้นด้วยพยัญชนะและมีความหมายทั่วไปในความหมาย หนึ่ง โดยไม่ต้องการเน้นจำนวน เช่น   a woman, a dog, a dentist, a newspaper, a city , a book , a shop  เช่น
He is reading a newspaper.  เขากำลังอ่านหนังสือพิมพ์
2. ใช้ an นำหน้าคำนามนับได้ เอกพจน์ขึ้นต้นด้วยสระ และมีความหมายทั่วไป เช่น an orange, an umbrella, an hour, an article
It's raining.You will need an umbrella .ฝนกำลังตก คุณจะต้องมีร่มกันฝน.
หมายเหตุ
  • ถ้าคำนามนับได้ เอกพจน์ นั้นขึ้นต้นด้วยสระ   แต่ว่าออกเสียงเป็นพยัญชนะ ให้ใช้ a   เช่น a uniform, a university, a European, a eucalyptus ( ต้นยูคาลิบตัส ), a utensil, a union, a useful, a unit
  • ถ้าคำนามนับได้ เอกพจน์ นั้นมี์นำหน้าขยาย   ให้ดูดังนี้
    -หากคำ์นั้นขึ้นต้นด้วยเสียงพยัญชนะก็ให้ใช้
    -หากขึ้นต้นด้วย เสียงสระให้ใช้  
  • ถ้าคำนามนั้นขึ้นต้นด้วยพยัญชนะ แต่ออกเสียงเป็นสระ   หรือมี adjective ที่ขึ้นต้นด้วยสระมาขยายข้างหน้านามนั้นให้ใช้ an เช่น
       -ออกเสียงเป็นสระ เช่น an hour, an heir, an honor
       -มีคุณศัพท์ที่ขึ้นต้นด้วยสระ เช่น an important person
3. ใช้ a, an นำหน้านามเอกพจน์ เมื่อกล่าวถึงคำนามนั้นเป็นครั้งแรก เช่น
There is a shop on the corner.   มีร้านอยู่ 1 ร้านที่หัวมุม ( ใช้ a เพราะเป็นการพูดถึงครั้งแรก )
4. ใช้ a, an แทนพวก กลุ่ม หมู่เหล่า เช่น
A cow is an animal. วัวเป็นสัตว์ขนิดหนึ่ง
= Cows are animals.วัวเป็นสัตว์
An owl can see in the dark. นกเค้าแมวมองเห็นได้ในความมืด
5. ใช้ a, an ในการบอกอัตราต่อ หน่วย ( per ) เช่น
She runs three miles a day. เธอวิ่งวันละ 10 ไมล์ ( เป็นกิจวัตร )
I go to the cinema about once month. ฉันไปดูภาพยนต์ประมาณเดือนละครั้ง
6. ใช้ a, an หน้าชื่อเฉพาะของผู้มีชื่อเสียงที่รู้จักทั่วไป เพราะมีคุณสมบัติ ความสามารถ หรืออุปนิสัยเหมือนผู้ที่ต้องการเปรียบเทียบ
He is an Einstein. เขาเป็นคนฉลาดเหมือนไอน์สไตน์
He is a Soontorn Poo of our school.  เขาเป็นคนที่แต่งกลอนเก่ง ( เหมือนสุนทรภู่) ของโรงเรียนเรา
     หมายเหตุ แต่ถ้าใช้ the แทน a หมายความว่าคนเช่นนั้นมีคนเดียว
He is the Soontorn Poo of our school.  เขาเป็นคนที่แต่งกลอนเก่งของโรงเรียนเรา ( เพียงคนเดียว)
He is the Khun Phaen of our family.  เขาเป็นคนเจ้าชู้( เหมือนขุนแผน)คนเดียวในครอบครัวเรา
7. ใช้ a, an นำหน้าคำนามที่เป็นสำนวนในประโยคอุทาน เช่น
What a pity !น่าสงสารจัง
What a shame ! น่าอายจัง !
8. ใช้ a, an นำหน้าคำนามเอกพจน์ที่กล่าวถึงการเป็นสมาชิกของกลุ่มต่างๆ เช่น กลุ่มอาชีพ เชื้อชาติ ศาสนา
My father is a teacher.  อาชีพ
Robert is an American.  เชื้อชาติ
John is a Catholic.   ศาสนา
9. ใช้ a, an แทนจำนวน หนึ่งหน้าคำนามที่เป็นสำนวนเกี่ยวกับการนับจำนวนหรือแสดงจำนวนมาก
a dozen ofeggs.
ไข่จำนวน 1 โหล
a gross of pens
ปากกาจำนวน 12 โหล
a lot of people
ประชาชนจำนวนมาก
a number offriends
เพื่อนจำนวนมาก
10. ใช้ a, an นำหน้านามที่เป็นสำนวนเกี่ยวกับการเจ็บไข้ได้ป่วย  โครงสร้างคือhave a อาการเจ็บป่วย
have a headache ( ปวดหัว )
have a pain in the chest ( เจ็บหน้าอก )
have a stomachache ( ปวดท้อง )
have a cold ( เป็นหวัด )
have a toothache ( ไม่มี a ก็ได้ ) ( ปวดฟัน )
have a fever ( เป็นไข้ )
ยกเว้นถ้าเป็นชื่อโรค ไม่ใช้ a, an เช่น
rheumatism( โรคปวดข้อ )
diabetes ( เบาหวาน )
influenza (ไข้หวัดใหญ )
่cancer ( มะเร็ง )
เช่น
He had an itch in the middle of his back .เขามีอาการคันที่กลางหลัง
He had a pain in the neck.  เขามีอาการปวดคอ
She is suffering from rheumatism.  เธอกำลังทุกข์ทรมานด้วยโรคปวดข้อ
11. ใช้ a,an ในสำนวนที่มีคำต่อไปนี้นำหน้าคือ    such, quite, rather, many
We didn't expect such a hot day.  เราไม่ได้คาดว่ามันจะเป็นวันที่อากาศร้อนเช่นนี้
He is quite a good boy. เขาเป็นเด็กดีทีดียว
It was rather a short trip. มันเป็นการเดินทางที่ค่อนข้างสั้น
Many a place in Thailand impressed them. สถานที่หลายแห่งในประเทศไทยประทับใจพวกเขามาก
12. ใช้ a, an หลังโครงสร้างต่อไปนี้
so adjective a นามนับได้ เอกพจน์ ( such a นาม ) เช่น
      We didn't expect so great a crowd.  .เราไม่คาดคิดว่าจะมีคนมากมายอย่างนี้
too adjective a นามนับได้ เอกพจน์
      This is too hard a job for him.  นี่เป็นงานหนักเกินไปสำหรับเขา
however adjective a นามนับได้เอกพจน
      However nice a girl she is, he never like her. ไม่ว่าเธอจะเป็นคนน่ารักอย่างเขาก็ไม่ชอบเธอ
as adjective a นามนับได้ เอกพจน์ as
      She is as good a student as you are.เธอเป็นนักเรียนที่ดีเช่นเดียวกับคุณ
13. สำนวนในภาษาอังกฤษที่ใช้ a,an
all of a sudden
ทันใดนั้น
in a hurry/rush
อย่างเร่งรีบ
as a matter of fact
อันที่จริงแล้ว
in a good/bad mood
อารมณ์ดี/เสีย
as a rule
ตามปกติ โดยทั่วไป
keep an eye on
เฝ้าดู
do a favor
ช่วยเหลือ
make a decision
ตัดสินใจ
earn a living
หาเลี้ยงชีพ
make a living
หาเลี้ยงชีพ
give an idea
ให้ความคิด
make a mistake
ทำผิด
go for a walk
เดินเล่น
make noise
ทำเสียงดัง
go for ride
นั่งรถเล่น
make a speech
กล่าวสุนทรพจน์
have a good time
สนุกสนาน
make a wish
อธิษฐาน
have a hair cut
ตัดผม
make a fool of
ทำให้ขายหน้า
it's a shame
น่าขายหน้า
make a request
ขอร้อง
it's a pity that
น่าเสียดาย,น่าสงสาร
tell a lie, tell lies
โกหก
take a trip
เดินทาง
take look at
มอง ดู
take a picture
ถ่ายรูป
keep a secret
เก็บเป็นความลับ
take a seat
นั่ง
in position to
อยู่ในฐานะที่จะ
with a view to
เพื่อจะทำให้
on large scale
อย่างมาก
on an/theaverage
โดยเฉลี่ย
make a remark
ให้ข้อสังเกต
couple of
สองสาม
play a joke on
ล้อเล่น
การใช้ a/an และ one
ที่ผ่านมาเป็นการใช้ a/an กับนามนับได้ในความหมายของสิ่งเดียว ( singular ) บางครั้งที่เราต้องการเน้นตัวเลข สามารถใช้ one กับนามนับได้เอกพจน์ เช่น
We'll be in Australia for one ( or a ) year. เราจะอยู่ในออสเตรเลีย 1 ปี
She scored one ( or a ) hundred and eighty points.  เธอได้คะแนน 168 คะแนน
จะใช้ one เท่านั้นเมื่อ
  • ต้องการที่จะเน้นว่าสิ่งที่กล่าวถึง มี/เป็น เพียง 1 ไม่ใช่ 2,3,4...... เช่น
Do you want one sandwich or two? คุณต้องการแซนด์วิช 1 หรือ 2 อัน
Are you staying just one night ? คุณจะพักค้างคืนวันเดียวหรือ
  • ใช้ one ในรูปแบบ one ...other / another เช่น
Close one eye, and then the other. ปิดตาข้างหนึ่งก่อนแล้วจึงปิดอีกข้าง
Bees carry pollen from one plant to another. ผึ้งนำเกสรดอกไม้จากต้นหนึ่งไปอีกต้น